วันนี้เพิ่งได้ลอง Kiro – Ide Tools เพราะพึ่งได้ code การใช้งานที่ส่งมาใน Email
(ทำให้นึกถึงสมัยเรียน ป.ตรีเลย ที่ต้องได้ invite ก่อนใช้ Gmail…
ยุคนั้นใครมี Gmail ขนาด 1 GB นี่โก้จริง ๆ )
ก่อนหน้านี้เคยอ่านผ่าน ๆ ว่า Kiro เก่งเรื่อง context – spec driven และช่วยเราสั่งงานแบบมีระบบ
แต่ถึงจะอ่านมาแล้ว ถ้าไม่ได้ลองทำจริงก็ยังคิดไม่ออก ว่าน้องจะทำงานยังไง
จนวันนี้ได้ลองจริง ถึงได้รู้ว่าน้อง Kiro มันเก่งจริงๆ
ในภาพก่อนมาหน้านี้ ผมให้ Kiro ออกแบบฟีเจอร์ขึ้นมาฟีเจอร์หนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…น้องจัดการทุกขั้นตอนให้ครบลูปเลย ตั้งแต่ Requirement → Design → Task Breakdown
โดยทำตั้งแต่
1.Requirement (requirement.md)
น้องสกัดสิ่งที่ผมเล่า ออกมาเป็น requirement file
ระหว่างทำก็มีถามซ้ำ เพื่อยืนยันว่าตรงกับที่ผมอยากได้จริง ๆ
ส่วนตัวผมชอบตรงนี้ดีนะ เพราะกันความ “คิดไปเอง” ของ AI ได้ระดับนึง
คือให้เชื่อสิ่งที่เราออกแบบจริง Requirement นี้จริงๆเท่านั้นนะ
2.Design (design.md)
ออกแบบในมุม Dev เหมือนส่งให้ทีมอ่านต่อได้ทันที
เท่าที่อ่านในไฟล์ น้องออกแบบมีโครงชัด ฟังก์ชันชัด พออ่านเสร็จแล้วแอบขนพองสยองแทน SA , BA จริงๆ เพราะน้องเขียนละเอียด เก็บทุกส่วนเป๊ะเว่อร์ หากเราจัดทำเอกสาร เอาสิ่งที่น้อง Kiro เขียน ก็ไปทำงานแทนได้เลย
3.Task Breakdown (task.md)
น้องแตกงานออกมาเป็นข้อ ๆ รอให้ผมเป็นผู้กดเริ่ม (Start Task)
เหมือนมี PM ย่อม ๆ มาช่วย list สิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มโค้ด
เมื่อผมกด Start Task น้องก็ทำหน้าที่เป็น Dev ให้ด้วย
จากใน Task จะเห็นว่ามีเขียน Unit Test แถมมาให้ด้วย อ่านแล้วประทับใจดี
คิดว่าหากจุดนี้ผมเขียน Widget Test , Integration Test , Golden Test
สำหรับ Flutter ไว้ด้วย น้องน่าจะทำงานได้
ปิดท้าย Day 1
เขียนมาถึงตรงนี้ คืออยากจะบอกว่างานฟีเจอร์ที่สั่งยัง Run ไม่จบ เพราะน้องมัน Unit Test กระจาย ถ้าไม่ผ่าน มันก็ไม่หยุด
และจากความรู้สึก ผมคิดว่าน้อง Kiro ตัวนี้มันน่ากลัวจริง การควบคุมสิ่งที่ทำด้วย context – spec driven มันทำให้ดู “ระบบเป็นระบบ” อย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ
ขอไปลอง Widget Test , Integration Test , Golden Test สำหรับ Flutter กับน้องเพิ่มอีกหน่อย
หากน้องมันยังเก่งทำงานได้ดีอีก ผมสัญญาจะตั้งใจทำงานไม่มีปาก มีเสียง ขยันทำงานเก็บเงินเลย