CategoriesMy English AdventureToday..what i learn

รีวิวการเรียนภาษากับชาวต่างชาติ เป็นเวลา 2,000 นาที

รีวิวการเรียนภาษากับชาวต่างชาติ เป็นเวลา 2,000 นาที

เป็นอีกเดือนที่ลังเลว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพราะหลังจากเรียนไป 1 เดือนทำให้รู้ว่าเรามีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับภาษาอังกฤษอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ Pronunciation และ Grammar แต่ก็นั่นแหล่ะ Safezone ไม่เคยทำให้ใครเติบโต เลยทำให้ยังเลือกเรียนไปต่อ ทั้งๆที่รู้ว่าเราพูดผิดนั่นแหล่ะ แต่ก็ยังจะพูดต่อเพราะหวังว่าจะจดจำศัพท์จากการใช้งานจริงได้มากขึ้น

ลองถามอาจารย์บางท่าน ว่าหากเลือกจะปรับปรุงก่อนเพียงหนึ่งอย่างในช่วงเวลาที่มีจำกัด หากต้องเลือกระหว่าง การปรับปรุงภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ pronunciation กับ grammar ผมควรเลือกปรับปรุงอะไรก่อนดี

อาจารย์ต่างชาติท่านนั้นแนะนำผมมาว่า ผมควรฝึกภาษาในส่วนของ Pronunciation ให้ดีก่อน เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ชาวต่างชาติเข้าใจในสิ่งที่คุณสื่อได้มากขึ้น มากกว่าการที่คุณรู้ grammar แต่ pronunciation ของคุณไม่ดี

อาจารย์ท่านนั้นยังเสริมอีกด้วยว่า grammar คุณไม่จำเป็นต้องเรียนครบทุก grammar ขอเพียงรู้แค่ simple present , simple pass , simple future เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการสื่อสารแล้ว หากเราคล่องเรื่องพวกนี้ ค่อยไปศึกษาในเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมได้ เพราะตอนนี้คุณก็สื่อสารมันออกมาได้แล้ว

จากปัญหาที่เจอระหว่างการเรียนคือบางคำศัพท์ เราไม่เข้าใจ ทำให้ขาดความเข้าใจในบางวลีที่มีการพูดคุยกันยาวๆ เลยเป็นที่มา ว่าเราจะหาตัวช่วยมาแก้ปัญหานี้อย่างไรดี จนมาเจอกับ Office Word 360 ที่มีความสามารถในการฟังเสียงและเขียนลงไปที่หน้าจอของโปรแกรมแทบจะในทันที ตัวช่วยนี้ ช่วยทำให้การฟังภาษามีความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการเรียน

และนอกจากที่ Microsoft Word 360 จะสามารถอัดเสียงและเขียนเป็นภาษาให้เราอ่านเข้าใจได้แล้ว ตัวมันเองยังมีความสามารถในการแปลภาษาจากเอกสารให้กลายเป็นภาษาที่เราต้องการได้ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้การเรียนภาษานั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น หลังเรียนจบทุกๆครั้งไปแล้ว การหาเวลากลับมาทบทวนในแต่ละครั้งที่เราเรียนไป ว่าคุณครูแต่ละท่านพูดอะไร และทำไมเราจึงตอบแบบนั้นออกไป ก็เป็นการทบทวนการเรียนรู้ที่ดี และหากเราจินตนาการเสริมไปอีก ว่าหากว่าเราสามารถตอบกลับคุณครูท่านไปใหม่ได้อีกครั้ง เราจะเลือกใช้คำว่าอะไรตอบกลับไปดี ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ภาษาได้ดียิ่งขึ้น

ก็รู้แหล่ะว่าการจะได้มาซึ่งทักษะทางด้านภาษา ไปจนถึงพูดได้คล่องแคล่วจนเหมือนเจ้าของภาษาได้ จะต้องใช้เวลาในการศึกษานานมาก แต่การที่เราพยายาม Optimize วิธีการให้ดียิ่งขึ้น ทบทวนให้มากขึ้น มันก็น่าจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วยนี่นา จริงมั้ย

ตอนนี้ตั้งเป้าว่าอยากจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สัก 1 ปี แล้วจะย้อนกลับมาบอกกับโพสต์นี้อีกที ว่าเราเดินมาไกลจากโพสต์นี้ แค่ไหนแล้ว

ขอสวัสดีล่วงหน้ากับคุณตัวผมเองในอนาคตเลยแล้วกัน ตอนนั้นภาษาของคุณ น่าจะดีกว่าผมในตอนนี้มากๆ ผมเชื่ออย่างนั้นเลยครับ

CategoriesLife NotesToday..what i learn

Kodawari : ความสุข..จากการใส่ใจในสิ่งที่ทำ

นั่งฟังเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า “Kodawari” จากอาจารย์เกตุ (ผศ. ดร.กฤษตินี พงษ์ธนเลิศ) แล้วมีความรู้สึกว่ามันช่วย Heal ใจได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนจะอธิบายว่ามัน Heal ใจได้อย่างไร ขอเล่าก่อนว่าคำว่า Kodawari มันความหมายว่าอย่างไร

คำว่า “โคดาวาริ” (Kodawari) ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ความแน่วแน่ในการทำบางสิ่งบางอย่างให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งรวมถึงความพิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้งานที่ทำนั้นออกมาดีเลิศที่สุด หากให้เปรียบเทียบตามความเข้าใจ ผมคิดว่าคงจะเหมือนกับหลักของ “มรรค ๘” ในศาสนาพุทธที่สอน โดยเฉพาะในหัวข้อ สัมมาอาชีวะ (มีอาชีพสุจริต) และ สัมมาวายามะ (มีความขยันหมั่นเพียร) เพื่อช่วยให้งานที่เราทำนั้น ออกมาดีเลิศ

ความประทับใจจาก ตัวอย่างที่อาจารย์ผู้บรรยายยกมา คือมีคนอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคสมาธิสั้น ไปทำงานที่ไหนก็ทำไม่ทน จนทำให้ตัวเองโดนไล่ออก จึงพยายามค้นหา ว่า “คนที่เป็นโรคนี้แบบเราเนี่ยะ ทำอะไรถึงจะดีนะ” จนได้มาเจอกับศิลปะ

จากการที่เขาคลุกอยู่กับศิลปะ และคิดว่าใช้เวลากับมันได้ดี มีสมาธิกับมันได้นานๆ ประกอบกับชอบในสิ่งนี้ จึงทำให้เขาเลือกที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ

เขาเริ่มทำการสร้างศิลปะจากใบไม้ โดยการเอามีดคัตเตอร์มาแกะสลัก มากรีดให้เป็นลวดลายต่างๆ จนเริ่มมีคนชอบและขอซื้อ !!!! (ใบไม้ ที่ไม่ได้ขายได้เฉพาะใบกระท่อมและใบหูกวาง) “สามารถค้นหา ศิลปะของคนๆนี้ได้ โดยค้นจากคำว่า lito leaf art หรือเข้าไปที่ Instragram และค้นหาได้ที่ Account : @lito_leafart”

กับอีกหนึ่งความประทับใจคือคำว่า “Slow Success” ที่ฟังแล้วรู้สึกดี เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในสื่อที่มุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จระยะสั้น หรือมองหาแต่การทำให้ได้มาซึ่งเงินที่มากขึ้น รวมถึงต้องสำเร็จให้ไว แต่ไม่มีใครเลยที่มุ่งอยากจะเล่นเกมส์ยาว หรือเป็นคนที่อยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ ที่เราพบเจอกับแต่ละช่วงของชีวิตและมองหาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัวเรา ที่มาพบเจอและร่วมงานกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอได้ฟังเรื่องนี้จึงประทับใจมาก

หลังนั่งฟังจบ ก็กลับมาทบทวนกับตัวเองว่าตอนนี้เราใส่ใจในงานที่เราทำได้ดีหรือยัง หรือยังมีสิ่งไหนในงาน ที่เราสามารถพัฒนามันได้มากขึ้นอีกเพื่อที่งานมันจะได้ดีขึ้น โดยมองที่ประโยชน์และความสุขของทีมเป็นหลัก หลังคิดได้ก็ได้คำตอบกลับมาว่า “นี่เรายังทำสิ่งดีๆได้อีกเยอะเลยเนอะ….”

CategoriesMy English AdventureToday..what i learn

รีวิวการเรียนภาษากับชาวต่างชาติ เป็นเวลา 1,000 นาที

รีวิวการเรียนภาษากับชาวต่างชาติ เป็นเวลา 1,000 นาที (40 ครั้ง ครั้งละ 25 นาที)

ก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดว่าจะมานั่งคุยกับฝรั่งหรือชาวต่างชาติแบบตัวต่อตัวเป็นเวลานานๆได้ เพราะที่ผ่านมา เวลาจะเรียนออนไลน์กับชาวต่างชาติหรือดูหนังอะไรผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ก็จะเปิด Subtitle เป็นภาษาไทยเพื่อดูตลอด เพราะว่าไม่สามารถเข้าใจได้ในทันที ว่าชาวต่างชาติสื่อสารอะไร

จนอยู่ๆก็ได้ทักษะการฟังภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจ มาเป็นทักษะติดตัว แม้ว่าจะไม่ถึงกับ 100% เป๊ะก็ตาม

การฟังภาษาอังกฤษ และเข้าใจในที่นี้หมายถึง เวลาที่ตัวผมฟังชาวต่างชาติพูด หรือสนทนาในหัวข้อทั่วไป ในชีวิตประจำวัน ผมจะเข้าใจทันทีเลยว่าคู่สนทนา กำลังสื่อสารอะไร อีกหัวข้อหนึ่งที่ผมเข้าใจในทันทีเลยก็คือ หัวข้อเกี่ยวกับ IT , Programing ที่เมื่อเวลาฝรั่งพูดอะไรมาก็ตาม ผมจะเข้าใจได้ว่าเขาสื่ออะไร แต่หากเป็นหัวข้อของบทสนทนาอื่นๆ ผมอาจไม่เข้าใจได้ เพราะคลังคำศัพท์อาจมีไม่มากพอ

ที่จริงกว่าที่จะเข้าใจภาษาได้ทันทีนั้น ตัวผมเอง ฝึกเรียนรู้การอ่าน การเขียน การฟังมาสักระยะ จนมาจริงจังกับการเรียนผ่านแอพลิเคชั่น duolingo มาเป็นระยะเวลา 1200 กว่าวัน ซึ่งผมคิดว่าในแอพฯนั้น ช่วยเรื่องคำศัพท์และ sentence , grammar ผมได้มากๆ เพราะมันทำให้ผมต่อยอดสามารถไปฟังหลักสูตร Udemy , Linkedin Learning หรือช่องออนไลน์อื่นๆได้ต่อไปอีก แต่อย่างไรก็ตาม ทักษะต่างๆเหล่านั้น มันคือทักษะการนำเข้าซะเป็นส่วนใหญ่ การใช้ทักษะการส่งออกของผมนั้นคือแทบไม่ได้ใช้เลย (ทักษะการนำเข้าข้อมูล หรือ การอ่าน การฟัง ส่วนทักษะการส่งออกข้อมูล หรือ การพูด การเขียน)

กลับมาที่ความรู้สึกหลังผ่านการพูดคุยกับชาวต่างชาติผ่าน 1,000 นาทีแรกไป……

วันแรกและสัปดาห์แรก เป็นสัปดาห์ที่ยากที่สุด นั่นก็เพราะ เวลาที่ชาวต่างชาติ พยายามสนทนากับเรา เราไม่สามารถตอบเขาได้ในทันที ทำให้เสียเวลาไปกับการ คิดว่าต้องตอบยังไง , เราจะต้องใช้ศัพท์อะไรตอบกลับไป ทำให้ทุกครั้งที่เรียน รู้สึกหนักเกินไป (ฉันมาทำอะไรที่นี่)

เมื่อสัปดาห์แรกผ่านไป เริ่มรับรู้แล้วว่าเรามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น sentence , pronunciation , grammar (ไหนว่าเรียนผ่าน Duolingo แล้วเข้าใจ 555) สัปดาห์ที่สอง จึงเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่ยากเช่นกัน เพราะเรารู้ในข้อผิดพลาดแล้ว และคิดว่าเราควรไปปิด Gap เหล่านั้นด้วยตนเองก่อน ก่อนที่มาเรียนในช่องทางนี้

จนมาเจอกับครูในช่องทางนี้แหล่ะ แนะนำว่า “คุณไม่ต้องกังวลเลย ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาแม่คุณ คุณพูดออกมาได้เลย ไม่ต้องอายที่จะผิด ฉันเข้าใจได้” หลังจากนั้น ความคิดที่มีต่อภาษาอังกฤษก็เปลี่ยน เน้นการสื่อสารออกไปในทันที ไม่อายที่จะใช้ศัพท์ผิด เพราะเมื่อคุณใช้ศัพท์ผิด อาจารย์จะช่วยคุณแก้ไขให้ (เริ่มไม่เกิดอาการ “เอ่อ เอิ่ม อ่า……”)

พอความคิดที่มีต่อภาษาเปลี่ยนไป การเรียนภาษาก็เริ่มสนุกขึ้น จากหัวข้อที่คุยกับอาจารย์แต่ละคน ในเรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป ก็เริ่มหันมาคุยกันในหัวข้ออื่นๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิธีการที่อาจารย์แต่ละท่าน เรียนภาษาด้วยตนเอง ,แอพ หรือ Youtube ช่องไหนที่อาจารย์ใช้ในการช่วย ฝึกภาษาของตัวเอง , วิธีการออกเสียง การขยับปากในแต่ละคำศัพท์ , วิธีการพูดหน้ากระจก , วิธีการฝึกพูดคุยกับตัวเอง หรือการเรียนภาษาผ่านทางซีรีย์โดยไม่เปิด Subtitle

ไปจนถึงระบบฯบำนาญ ของชาวอเมริกาที่มาอาศัยในไทย , การเริ่มต้นตั้งธุรกิจการให้คำปรึกษา ว่ามีวิธีการเริ่มต้นอย่างไร (ครูผู้สอนอาศัยอยู่ในไทย และไม่จำเป็นต้องทำงาน แต่เลือกมาสอน เพราะอยากพูดคุยกับผู้คน) , ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์เคยพบกับหลุย ซัวเรส รวมถึงบรรยายว่า หลุย ซัวเรส เป็นคนที่ได้รับความนิยมต่อคนในประเทศเธออย่างไร (เธอเป็นคนอุรุกวัย) , ไปจนถึงกิจกรรม Ikebana จากอาจารย์ชาวญี่ปุ่น ที่ทำให้ได้รู้ถึงวิธีการสร้างศิลปะ จากการหาไม้แตก จานเก่า ดอกไม้ไม่สวยงาม เพื่อนำมารวมกันสร้างเป็นศิลปะที่สวยงามได้ ฯลฯ

ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก็บตัว หลังจากผ่านการคุยกับอาจารย์มา 40 คนในหนึ่งเดือน เริ่มคิดว่า ตัวเราไม่น่าจะใช่คนแบบนั้นละ และเริ่มคิดโทษตัวเอง ว่า “ทำไมไม่ยอมเอาตัวเองออกไปเจอกับสังคมบ้างนะจนอายุจะปูนนี้แล้ว”

ก็ไม่รู้ว่ามันจะต้องดีใจเว่อร์มั้ย เพียงแค่เรามีความสามารถที่ทำในเรื่องนี้ได้ จนถึงขนาดต้องมาเขียนโพสต์ลงสื่อ Social แต่คิดแล้วว่าลงไปเถอะ เผื่อมันไปสร้างแรงบันดาลใจให้ใครบางคน ว่าแก่ขนาดนี้ก็ยังไม่สายเกินเรียนภาษา หรือมันอาจไปเป็นตัวอย่าง ว่าหากอยากจะเรียนรู้ภาษาแบบเรา สามารถเรียนตามได้ยังไง หรืออาจมีคน อยากให้การสนับสนุน ชวนเราไปทำอะไรที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ หรือชวนไปทำงานกับบริษัทต่างชาติ เมื่อมีโอกาสนั้นเข้ามา เราจะได้ตอบรับโอกาสนั้นในทันที 555

สุดท้ายนี้ เหมือนยังไม่รู้นะว่าจะเอาทักษะภาษาที่ได้มานี้ไปใช้อะไร แต่ผมคิดว่า ผมจะหาทางใช้มันในทุกๆวันต่อแต่นี้จริงๆจังๆทุกวันแหล่ะ อย่างน้อยก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆจากคุณครูแต่ละคนในทุกๆวัน แค่นั้นชีวิตก็สุดยอดมากแล้ว

CategoriesTech Learning JourneyToday..what i learn

How to Boost Your Productivity with AI Tools คอร์ส กับความรู้สึกหลังเรียนจบ

ความรู้สึกหลังเรียนจบคอร์สในหัวข้อ : How to Boost Your Productivity with AI Tools
รู้สึกว้าวกับ Prompt ของ ChatGPT ที่ผู้สอนแนะนำให้ใช้
และวิธีการนำ Prompt ไปใช้ เพื่อหาผลลัพธ์ในแต่ละหัวข้อ
มันสุดยอดจริงๆ

ต่อไปนี้ แค่เพิ่มความเฉลียวในการนำเอาเครื่องมือนี้มาใช้ให้เหมาะกับแต่ละงานต่อไป ก็จะสุดยอดมากๆ

———————————————————————–

ไม่ว่าคุณจะเป็น
-ผู้ทำงานอยู่ในสาย ขายงาน
-ผู้ที่ทำสาย Content Marketing ที่หวังเขียน content ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
-สาย Pitch Product เพื่อไปนำเสนอผู้บริหารที่มีอำนาจการตัดสินใจ
-คนที่กำลังมองหา Idea ต่างๆ เพื่อไปทดสอบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่
-หรือคุนอาจจะเป็นคนที่อยากมาลงเรียนเพื่อให้ใช้ Prompt บน ChatGPT ได้ดีขึ้น

ขอแนะนำให้เรียนคอร์สนี้เลย คุ้ม!!!!

CategoriesLife NotesTech Learning JourneyToday..what i learn

Linkedin Learning กับคำบรรยายภาษาไทย

เห็นเทคโนโลยีการสอนของ Linkedin Learning ที่เอาคำบรรยายภาษาไทยมาใส่ในหลักสูตร แล้วก็รู้สึกดีใจ ว่านี่เขามองเห็นผู้ใช้งานคนไทยเพิ่มมากขึ้น จนเอาภาษาไทยเข้ามาใส่ให้ผู้ใช้งานคนไทยได้ใช้เลยหรอ ?!

เท่าที่ลองดูวิดีโอบนหน้าเว็บไซต์ของ Linkedin Learning ในวันนี้หลายๆตอนพบว่า ตัวเว็บไซต์ฯเอง มีภาษาไทยในทุกวิดีโอที่ผมเข้าไปดูเลยนะ (o____O”)  (เขาเพิ่มมานานหรือยัง เหมือนเดือนที่แล้วยังไม่มีนี่นา การเรียนที่เว็บไซต์นี้มันสะดวกสบายขนาดนี้เลยหรอ)

ขอขยายความน่าสนใจเพิ่มเติมอีกนิดว่า ตัวแปลภาษาที่ Linkedin Learning เลือกใช้ ไม่ใช้การแปลภาษาแบบที่พวกเราเคยใช้กับ Google Translate เพราะคำบรรยายภาษาอังกฤษ กับภาษาไทยที่แปลมานั้น มีความสวยของภาษาและแปลได้ตรง ทำให้เข้าใจได้ง่าย เสมือนว่าเรานั่งดูหนังซับไทยสักเรื่องที่ทำให้เราอ่านแล้วเข้าใจ ช่วยให้การเรียนรู้เทคโนโลยีที่ยากๆบางอย่าง กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายกว่าเดิมเลยทีเดียว

หากใครที่มีทักษะการฟังภาษาอังกฤษที่ยังไม่เทพมากเหมือนผม และอยากฝึกฝนเพิ่มทักษะทางด้านเทคโนโลยี ขอแนะนำให้เข้ามาเรียนที่เว็บไซต์นี้กัน แม้หลายคอร์สที่เห็นอาจไม่ได้เจาะลึกหรือละเอียดมากแบบที่วิทยากรบางท่านใน Udemy ทำ แต่ผมคิดว่าหลายๆหัวข้อที่เป็นพื้นฐาน สามารถเอาไปต่อยอด ถาม AI ต่างๆที่มีอยู่ในตลาดเพื่อขยายขอบเขตความรู้ให้มากขึ้นไปได้ (จริงๆที่ Linkedin Learning ก็มีหัวข้อที่ Advance + Learning Path  เยอะอยู่นะ ใช่ว่าจะมีเพียงหัวข้อพื้นฐาน แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว ยังมองว่า Udemy มีความหลากหลายจากหลาย topics มากกว่า และมีคอร์สเฉพาะทางที่ลงลึกระดับ 50-60 ชั่วโมงเยอะกว่านั่นเอง)

ต่อไปหากองค์กรไหนอยากให้ลูกน้องหรือคนในทีมเก่งขึ้นแบบไวๆ ขอแนะนำให้ซื้อคอร์สเหมารายปีจากเว็บนี้ แล้วเอาไปแจกพนักงานในองค์กรไปเลยฟรีๆ รับรององค์กรคุณจะเก่งขึ้น 10 เท่า 100 เท่าแน่นอน

ไม่รู้ว่าคนรุ่นต่อจากนี้จะเก่งขึ้นไปได้ขนาดไหน แต่เชื่อเลยว่าจากความสัมพันธ์ที่เป็นไปอย่างสวนทางกันของเทคโนโลยีกับขอบเขตของการเรียนรู้ในตอนนี้ จะช่วยส่งเสริมให้คนต่อจากนี้เก่งขึ้นแน่นอน

CategoriesDigital MinimalismToday..what i learn

ตัวช่วยสร้างนิสัย : Habit-building tools

ในขณะที่กำลังจะหาเรื่องมาเขียน ก็ยังหา Solution ที่จะทำให้หน้าเว็บมันแสดงผลออกมาได้สวยตรงตามที่เราต้องการไม่ได้

เอาเข้าจริง ความสวยกับข้าพเจ้า เป็นของไม่ถูกกัน เพราะหลายครั้งที่ตั้งใจทำให้สวยออกมาแทบตาย สุดท้ายมันมักไม่สวย …

ก็ไม่เป็นไร ถือว่าฝึกฝนกันต่อไป


เข้าเรื่องในหัวข้อนี้กันก่อนเลย คือในตอนนี้อยากจะมาเล่า ว่าที่ผ่านมา ตัวข้าพเจ้าเองได้มีการใช้งาน Tools ตัวหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้างการนิสัยที่ดีมาก เลยอยากมาบอกต่อ ซึ่ง Tools ตัวนี้ เป็น Application บนระบบปฏิบัติการบน Android (ต่อไปจะเรียก Application ว่า “แอพ” + แอพตัวนี้ไม่ฟรีนะ)

โดยแอพนี้มีชื่อว่า Habitnow หน้าตาก็ตามภาพด้านล่าง ใครอยาก Download สามารถ Download จาก Playstore ได้เลย

วิธีการใช้งาน ก็แค่สร้าง Category หรือประเภทที่เราต้องการลงไป ที่ Tap Category จากนั้นก็ทำการสร้าง Habit หรือนิสัยต่างๆ ที่เราอยากทำให้สำเร็จในแต่ละวันลงไปที่ Tap habit

โดยตรงจุดนี้ เราจะต้องระบุลงไปด้วยว่า นิสัยที่เราต้องการสร้างนั้น เราจะให้มันทำงานทุกวัน หรือบางวันในระหว่างสัปดาห์  มีหน่วยวัดความสำเร็จที่ต้องการเป็นอะไร เช่น yes or no , จำนวนครั้ง หรือเวลาที่ใช้ไป ไปจนถึง เราอยากให้นิสัยที่เราสร้างไว้ ไปสิ้นสุดที่วันไหน ซึ่งตรงนี้ หากเราไม่กำหนด ตัวแอพจะกำหนดให้เราไว้ประมาณ 60 วัน (ถ้าจำผิดก็ขออภัย)

เมื่อถึงเวลาใช้งาน เราก็เปิดไปที่ Tap today  จากในภาพทางด้านขวาสุดของด้านล่าง จากภาพจะเห็นว่าข้าพเจ้าได้เตรียมหัวข้อที่ต้องทำภายในวันนี้ไว้ ประมาณ 9 เรื่อง ถ้าทำเสร็จ ก็แค่มา กดเช็คว่าทำแล้ว ในกล่องเช็คบ็อกกลมๆ ทางด้านขวา (ถ้าทำไม่เสร็จ หรือไม่ทำ ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่โกรธตัวเองก็พอ)

เพียงเท่านี้ เราก็มีแอพไว้คอยบันทึก สิ่งที่เราอยากจะสร้างให้เป็นนิสัยกันไว้ใช้งานแล้ว

ในมือถือ android บางรุ่น อนุญาตให้ผู้ใช้งาน สามารถทำทางลัดหรือ shortcut ให้กับแอพ วางไว้ที่หน้าจอได้ จากในรูปจะเห็นว่า เวลาเราเปิดมือถือขึ้นมา มันช่างอยากจะสร้างนิสัย ด้วยการไปทำสิ่งนั้นให้เสร็จ และเช็คมันไปว่าสำเร็จแล้วซะเหลือเกิน

ก่อนจบไป ……ใครที่เป็นมือใหม่ ไม่เคยใช้แอพอะไรพวกนี้ อยากให้ลองตั้งสิ่งที่อยากสร้างเป็นนิสัยแค่ 1-2 เรื่องในแต่ละวันก่อนก็พอ เพราะหากตั้งเยอะเกินไป มันมีโอกาสที่เราจะทำสิ่งนั้นๆไม่สำเร็จ พลอยทำให้ไม่อยากสร้างนิสัยอื่นๆต่อไปด้วยอีกเลย ดังนั้นอย่าเร่งสร้างนิสัยให้มากเกินไปในช่วงต้นกันหล่ะ

ส่วนคืนนี้ ดีใจ บล็อกเขียนได้ 2 ตอนแล้ว ไปนอนดีกว่า

Good bye..n..good night ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ครับ

CategoriesLife NotesToday..what i learn

ทำไมข้าพเจ้า จึงมาเขียนบล็อก : why i write a post (blog , story ….)

ที่จริงคือไปอ่านหนังสือเรื่อง “The power of Output” (ชื่อภาษาไทย : ศิลปะของการปล่อยของ)

เลยทำให้อยากสร้างนิสัย รักการ Generate Output ออกมาให้ได้เป็นประจำ

แต่ที่ผ่านมาก็ทำไม่ได้เลยสักอย่าง จนวันนี้ ก่อนนอนขอเขียนอะไรสักหน่อย

เลยได้มาใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีเช่นเว็บไซต์ของตัวเองนี่แหล่ะ

พ่นสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา จะทำมาก ทำน้อย หรือไม่ยอมทำ คงต้องมาดูกันอีกที


หัวข้อบล็อกต่อจากนี้ไป คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ สิ่งที่ตนเองสนใจ ไปจนถึงเขียนสิ่งที่อยากเขียน ตามที่สมองมันอยากจะปล่อยออกมา

คาดหวังจุดที่หนึ่ง คือสร้างนิสัยการปล่อยของ ของตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นไป คาดหวังจุดที่สอง คือพัฒนาทักษะการปล่อยของที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเขียน พูด บรรยาย ให้เป็นไปได้ด้วยดี

หวังว่าคนที่หลงมาอ่าน จะติดตามอ่านกันต่อไป

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า